4 min readSelf Development
Frictionmaxxing: เลือกทางยากเพื่อฝึกทน
โลกทุกวันนี้ลดแรงเสียดทานให้เราแทบทุกอย่าง แต่กล้ามเนื้อที่ใช้ทนความไม่สบายกลับบางลง บันทึกจากเดฟ·PM คนหนึ่งที่ลองเลือกทางยากอย่างตั้งใจ

ทุกวันนี้ชีวิตเราแทบไม่มีแรงเสียดทานเหลือแล้ว
หิวก็กดสั่ง เบื่อก็เปิดสตรีม อยากรู้อะไรก็ถาม AI เขียนโค้ดไม่ออกก็ให้ AI ร่างให้ก่อน
ผมชอบความสะดวกพวกนี้นะครับ มันช่วยผมประหยัดเวลาไปเยอะมาก
แต่ช่วงหลังผมสังเกตตัวเองอย่างหนึ่ง คือผมทนความไม่สบายได้น้อยลง
รอโหลดสามวินาทีก็หงุดหงิด อ่านหนังสือสิบหน้าก็อยากหยิบมือถือ เจองานที่ต้องคิดนาน ๆ ก็อยากเปิดแท็บอื่นหนีไปก่อน
เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้ มันค่อย ๆ ลีบไปเองโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว
แล้วก็ได้เห็นบน X มีคนพูดถึงคำว่า Frictionmaxxing อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ แค่ยังไม่มีชื่อเรียก
Frictionmaxxing คืออะไร
แปลตรง ๆ คือการเพิ่มแรงเสียดทานให้ชีวิตอย่างตั้งใจ
ฟังดูแปลก เพราะทั้งโลกพยายามทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น แต่เรากลับเลือกทางที่ยากกว่า
ผมขอแยกให้ชัดก่อน มันไม่ใช่การทรมานตัวเองแบบไร้เหตุผล ไม่ใช่การอาบน้ำเย็นเพื่อถ่ายลงโซเชียล
มันคือการเลือกทางที่มีแรงเสียดทานมากกว่า เฉพาะตอนที่ผลระยะยาวดีกว่า
- เดินไปคุยต่อหน้า แทนการพิมพ์แชตโต้กันไปมา
- อ่านหนังสือ แทนการไถฟีดก่อนนอน
- เขียนด้วยมือก่อน แล้วค่อยพิมพ์ เพราะมือช้ากว่าหัว หัวเลยได้คิดตามทัน
- วิ่งข้างนอก แทนวิ่งบนลู่ไปพร้อมกับดูซีรีส์
ทุกข้อมีทางที่ง่ายกว่าเสมอ และทางง่ายก็ไม่ได้ผิด แค่บางครั้งความยากนั่นแหละคือตัวที่ฝึกเรา
ทำไมเดฟ·PM ยุค AI ถึงควรสนใจ
งานผมทุกวันนี้เปลี่ยนไปเยอะ
AI ช่วยลดแรงเสียดทานของการ "ผลิต" ไปมาก ร่างโค้ด ร่างเอกสาร สรุปประชุม ทำได้ในไม่กี่วินาที
แต่มีหลายอย่างที่ AI ยังทำแทนผมไม่ได้
การตัดสินใจว่า feature ไหนควรทำก่อน การนั่งกับปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบ การคุยกับลูกค้าที่ไม่พอใจ การบอกทีมว่าแผนที่วางไว้ต้องเปลี่ยน
สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ความอดทน ต้องใช้โฟกัส ต้องยอมอยู่กับความอึดอัดสักพัก
ผมกลัวอย่างหนึ่ง คือถ้าเราเลือกทางง่ายทุกครั้งที่มีให้เลือก วันหนึ่งงานยากจะกลายเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะไม่เคยฝึกทนมันเลย
สิ่งที่ผมลองทำจริง
ไม่มีอะไรหวือหวาครับ เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้ในวันทำงานปกติ
1. เรื่องยากคุยด้วยเสียง ไม่ใช่ข้อความยาว
เวลามีเรื่องอึดอัด เช่น scope ต้องตัด หรือ deadline ต้องเลื่อน ผมเคยชอบพิมพ์ข้อความยาว ๆ เพราะมันไม่ต้องเห็นหน้าใคร
ตอนนี้ผมขอ call หรือนัดเจอแทน อึดอัดกว่าแน่นอน แต่จบเร็วกว่า เข้าใจกันมากกว่า และไม่ต้องตีความน้ำเสียงจากตัวหนังสือ
2. Deep work ปิดแชตจริง
ผมเคยเชื่อว่าตัวเอง multitask เก่ง จนลองนับดูว่าวันหนึ่งสลับหน้าต่างกี่รอบ
ตอนนี้ช่วงเช้าผมปิดแชตหนึ่งถึงสองชั่วโมง ช่วงแรก ๆ มือคันมาก อยากเช็กว่ามีใครทักไหม นั่นแหละคือแรงเสียดทานที่ผมตั้งใจจะฝึก
3. เขียน draft เองก่อนถาม AI
ไม่ว่าจะเป็น PRD, เอกสารสเปก หรือบทความ ผมเขียนร่างแรกเองก่อนเสมอ แม้จะออกมาห่วยก็ตาม
แล้วค่อยให้ AI ช่วย polish ช่วยหาช่องโหว่
ถ้าให้ AI เริ่มให้ตั้งแต่บรรทัดแรก ผมจะได้เอกสารที่ดูดี แต่ผมจะไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่จริง ๆ
4. เดินโดยไม่เปิด podcast
ไม่ใช่ทุกวันนะครับ แค่บางวัน
ปกติผมต้องมีอะไรเข้าหูตลอด พอลองเดินเงียบ ๆ ช่วงแรกมันว่างจนอึดอัด แต่หลายครั้งไอเดียที่ติดอยู่ทั้งวันก็หลุดออกมาตอนนั้นเอง
5. เลือกงานยากที่ควรทำ ก่อน polish งานง่าย
นี่คือข้อที่ผมพลาดบ่อยที่สุด
งานง่ายให้ความรู้สึกว่ามีความคืบหน้า แก้สีปุ่ม ปรับ spacing เก็บ ticket เล็ก ๆ ปิดไปได้หลายใบ
แต่ feature ที่ยากและสำคัญกลับถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมพยายามเริ่มวันด้วยงานที่ผมอยากเลี่ยงที่สุดก่อน
สิ่งที่ Frictionmaxxing ไม่ใช่
ส่วนนี้สำคัญ เพราะทุกเทรนด์มักถูกดันไปสุดทาง
- ไม่ใช่ masochism ถ้าความยากไม่ได้พาเราไปไหน ก็ไม่ต้องเลือกมัน
- ไม่ใช่การปฏิเสธเครื่องมือ ผมยังใช้ AI ทุกวัน ยังสั่งเดลิเวอรี ยังดูซีรีส์
- ไม่ใช่การแข่งกันว่าใครลำบากกว่า ไม่ต้องโพสต์อวดใคร ไม่มีคะแนนให้
คำถามที่ผมใช้คือ เครื่องมือนี้ช่วยให้ผมไปถึงเป้าหมาย หรือช่วยให้ผมหนีจากความยาก
ถ้าช่วยไปถึงเป้า ใช้เลย ถ้าช่วยหนี ลองหยุดสักนิดแล้วถามตัวเองใหม่
สรุป
แรงเสียดทานไม่ได้เหมือนกันทุกแบบ
แรงเสียดทานที่เราเลือกเอง คือการฝึก
แรงเสียดทานที่เกิดจากชีวิตรก ระบบเละ หรือการวางแผนไม่ดี อันนั้นไม่ใช่การฝึก อันนั้นควรแก้
Frictionmaxxing สำหรับผม จึงไม่ใช่การทำทุกอย่างให้ยาก แต่คือการเลือกทางยากในจุดที่มันสร้างตัวเรา
ลองเลือกสักหนึ่งเรื่องในสัปดาห์นี้ครับ เรื่องที่ปกติเราจะเลือกทางลัดเสมอ แล้วลองเดินทางยาวดูสักครั้ง